เสียงปีใหม่กับลมหายใจที่ยังอยู่ . .
น้ำลดลงแล้ว
อย่างน้อย..ก็ในแผนที่ข่าว
พีรดารู้ดี บางถนนยังคงมีคราบโคลน บางบ้านยังเปิดหน้าต่างค้างไว้ เหมือนยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อได้หรือไม่ ว่าฟ้าจะไม่ร้องไห้อีก
ศูนย์อพยพชั่วคราวเริ่มเงียบลง ผู้คนทยอยกลับบ้าน หรือกลับไปดู "ซากของบ้าน" ที่อาจต้องใช้เวลาทั้งปี กว่าจะเรียกมันว่าบ้านได้อีกครั้ง
คืนนี้ พีรดามาที่นี่คนเดียว ไม่ใช่ในฐานะอาสาสมัคร ไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่ใครที่มาเพื่องานของตนเอง
เธอมาในฐานะ
คน… คนหนึ่ง
ที่ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้สนิทแค่ไหน
ลมเย็นพัดผ่าน ไม่หนาวเท่าไหร่นัก แต่เย็นพอให้รู้สึกว่า ปีนี้กำลังจะจบลงจริง ๆ
ตรงลานโล่งหน้าเต็นท์บัญชาการ มีไฟสปอตไลต์ตั้งเรียง เสียงเครื่องปั่นไฟดังสม่ำเสมอ เจ้าหน้าที่บางส่วนยังอยู่เวร บางคนยืนพิงรถ บางคนกินข้าวกล่องเงียบ ๆ
ไม่มีใครพูดถึงปีใหม่ แต่ทุกคนรู้ว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว
พีรดายืนอยู่ไม่ไกล ในมือมีกระดาษโน้ตที่จดคำบางคำไว้จากการทำงาน แต่ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดดู
สายตาเธอทอดไปยังแม่น้ำ ที่ตอนนี้ไหลเอื่อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน มันเคยพัดพาทุกอย่างไปโดยไม่ถามใครสักคำ
"มีอะไรน่าหนักใจเหรอ งานที่รับไว้ หรืองานที่นี่"
เสียงนั้นดังขึ้นด้านข้าง ไม่ไกลนัก เหมือนคนที่รู้ระยะพอดี
พีรดาหันไปช้า ๆ ปภาวินยืนอยู่ข้างเธอ สายตาเขามองตรงไปยังอีกฟากฝั่งของสายน้ำ เอ่ยถามเหมือนถามเพราะควรถาม
"เปล่าค่ะ คิดเรื่อยเปื่อย"
เธอตอบเสียงเบากว่าที่คิด เขาพยักหน้า ไม่พูดต่อ
เงียบ
เงียบแบบที่ไม่อึดอัด เหมือนทั้งคู่เข้าใจว่าคำพูดไม่จำเป็นเสมอไป
"กินข้าวหรือยัง" เขาพูดเสียงเรียบ
"ยังค่ะ"
ปภาวินยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้ แล้วหันกลับไปที่สายน้ำ
พีรดามองถุงกระดาษในมือเขา เงียบ แล้วเงยหน้ามองเหมือนถาม
เขาหันมามองเธอ นิ่ง ราบเรียบ เพียงครู่
"ข้าวกล่องเหลือ"
เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
พีรดารับมา มือเธอแตะมือเขาเพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกบางอย่างเล็ก ๆ เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น
"ขอบคุณค่ะ"
เขาพยักหน้าอีกครั้ง เหมือนเดิม
เสียงลมพัดผ่าน เต็นท์ผ้าไหวเบา ๆ เหมือนลมหายใจของที่นี่ยังไม่สม่ำเสมอ
พีรดาถือข้าวกล่องไว้แน่น เหมือนกลัวมันจะหายไป พลางคิดเรื่อยเปื่อย
ปีใหม่ ไหน ๆ ก็เหมือนเดิม..
เพียงตัวเลขของ พ.ศ. เท่านั้นที่เปลี่ยน วังวนของชีวิตก็ยังวนว่ายไปกับโชคชะตา
ทุกวันของพีรดา คือวันธรรมดา
แต่..วันนี้ คืนนี้..มีบางอย่างเคลื่อนไหวในความธรรมดา จน..อยากใช้คำบางคำที่มากกว่าธรรมดา
"ไม่แย่ใช่ไหม..ที่ไม่ได้ไปฉลองปีใหม่กับ..เอ่อ..แฟนน่ะ"
เขาพูดขัด ๆ สะดุดเล็กน้อย ไม่มองหน้าคนฟัง คำสุดท้ายของปภาวินเบาลงจนแทบจะเลือนหาย
พีรดากำลังเปิดฝาข้าวกล่อง คำพูดกึ่งถามนั้นทำให้เธอปิดฝาลงอีกครั้ง
พีรดาอ้าปากค้าง ตาโต หน้าร้อนผ่าวนิด ๆ ในใจสะอึกเล็กน้อย
"เปล่านี่คะ.." เสียงเธอสูงเล็กน้อย ส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่..มี ไม่มีค่ะ"
เสียงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ปนเขินอาย
แต่ในใจของพีรดา กลับรู้สึกฉุนเล็กน้อย ที่ปภาวินแอบมาทำสู่รู้
ตาบ้าเอ้ย บ้านก็อยู่สภาพนั้น ชายแดนก็ยังไม่สงบ งานก็ล้นมือ ยังจะมีกะจิตกะใจที่ไหนไปฉลองปีใหม่..กับแฟน.. มีที่ไหนกันล่ะ
พีรดาปล่อยให้เสียงในหัวบ่นพึมพำไป แต่ก็ไม่วายแอบขำเล็ก ๆ
แล้ว—
เสียงจากที่ไหนสักแห่ง เริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่
คืนนี้ หลายคนตกลงกันว่าจะไม่ร้องเพลงฉลอง แต่จะร้องเพลงชาติแทน ให้เสียงนั้นส่งไปถึงคนที่ยังอยู่ชายแดน
เสียงเพลงชาติเริ่มดังขึ้น พร้อมกันกับเสียงพลุจากหลายทิศ จากโทรศัพท์ของใครบางคน จากลำโพงเก่า ๆ หน้าศูนย์ จากรถคันหนึ่งที่จอดนิ่งอยู่ข้างถนน
พีรดาหยุดมือที่กำลังจะเปิดฝาข้าวกล่องอีกครั้ง มองไปที่พลุลูกที่ใกล้สายตาและสว่างที่สุด
ข้าวในกล่องยังอุ่น แต่มือเธอเย็น
เสียงเพลงชาติท่อนสุดท้ายลอยผ่านอากาศ พร้อมกับเสียงหายใจของคนรอบข้าง คนที่ไม่รู้ว่าจะต้องเข้มแข็งไปอีกนานแค่ไหน
พีรดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกแตะเบา ๆ ไม่ใช่ด้วยความภูมิใจ แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
เธอยืนฟัง โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกลั้นหายใจอยู่
ปภาวินยืนข้าง ๆ นิ่ง ไม่ขยับ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ เพราะเลือกจะอยู่
เสียงเพลงจบลง ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีคำพูด ทุกอย่างกลับไปเคลื่อนไหวเหมือนเดิม
เขาเอ่ยเสียงต่ำ เหมือนถามเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
"หนาวไหม"
พีรดาส่ายหน้าเบา ๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองสั่นเพราะอะไร
"กินข้าวเยอะหน่อย"
เขาพูดต่อ ยังไม่มอง แต่น้ำเสียงไม่เหมือนเดิม
"หยุดยิงเจ็ดสิบสองชั่วโมง"
ใครบางคนพูดขึ้นจากด้านหลัง
"ดีจริง สาธุ! ลูกเอ๊ย! ลูกชายยายคงได้พักบ้าง"
ยายคนหนึ่งพูดอย่างมีความหวัง แล้วเหมือนเสียงทุกอย่างเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ
พีรดามองลงไปที่ข้าวกล่องซึ่งยังปิดอยู่ ยังไม่ได้แตะสักคำ แต่รู้สึกอิ่มแปลก ๆ
"ปีใหม่ปีนี้.."
เธอพูดขึ้น เหมือนพูดกับตัวเอง
ปภาวินหันมามอง ครั้งแรกตั้งแต่เพลงจบ สายตาคมนั้นสบกับเธอพอดี
"ไม่เหมือนเดิม" เขาพูดแทน
เสียงเบา แต่หนักแน่น เธอยิ้มบาง ๆ พยักหน้า
"ค่ะ"
เขาหันกลับไปมองข้างหน้าเหมือนเดิม แต่ระยะระหว่างกันใกล้ขึ้นกว่าตอนแรก โดยไม่มีใครขยับ
ลมพัดอีกครั้ง พีรดาขยับตัวเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ปภาวินขยับตาม เงียบ ๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติ
"ถ้ากลับ" เขาพูดขึ้น "ระวังทางด้วยนะ"
ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำห่วงใยโจ่งแจ้ง แค่ประโยคธรรมดา แต่พีรดารู้สึกเหมือนมีใครสักคนถือไฟฉายไว้ให้เธอ ในทางที่ยังมืด
"ค่ะ"
คืนนี้ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำว่าพรุ่งนี้ มีแค่คนสองคนในปีที่เริ่มใหม่ และชีวิตที่ยังต้องเดินต่อ
พีรดามองท้องฟ้าที่ยังมีดอกไม้ไฟจากที่ไกล ๆ ไม่ชัดมากนัก ไม่สวยอลังการ แต่จริงแล้ว เธอนึกถึงบ้านที่กำลังซ่อม
นึกถึงงาน นึกถึงคำถามที่ยังไม่ได้ถาม
และคิดถึงคนข้าง ๆ
คนที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เพื่อให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ใต้ฟ้าเดียวกัน
ปีใหม่ อาจไม่ได้เริ่มจากการเฉลิมฉลอง
แต่เริ่มจากการยังยืนอยู่ได้ แม้โลกจะเพิ่งผ่านพายุมา
พีรดาไม่รู้ว่าปีใหม่จะพาอะไรมา แต่เธอเริ่มรู้แล้วว่า บางคำถามจะไม่ยอมอยู่เงียบ ๆ ถ้าเธอยังต้องเจอเขาอีก
(https://3.bp.blogspot.com/-lUU8cHyVtk8/T4ajlvUVfWI/AAAAAAAAl2A/HUmd75qv59Y/s1600/757788cgbl2n7fds.gif) masapaer
|
(https://i.ibb.co/N21BKp4Y/efc927e2-4f6a-489e-8e9d-c906654c2ad5.png) (https://ibb.co/yFhjq53s)
เขียนไว้เมื่อปีใหม่ ผ่านมาสี่เดือนเต็ม เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย
ในหนึ่งวันสารพันจะเกิดไม่รู้บ้านเมืองผ่านอะไรมาบ้าง ไฟป่า พายุฤดูร้อน เรื่องปากเรื่องท้อง
เขียนเข้าเรื่องตามไม่ทันค่ะ เหมือนจะไม่ไหวช่วยต่อให้จบได้นะคะ :25:(https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiw5YT0tkNN3RG0odUDnmV3TRv-f86O-rFzKfbNIz-SOWNX8iBd3jGLl2gECNPk2GGvReheCl1A_eTzBO1eVBeSE2pKusi85Hp8sKu0MFcJ-9cd60RkO0t0CjVRRiSjrVI9WEHA-4wIU9U/s320/r2_6.gif)
เรื่องสั้นตอนนี้เขียนขึ้นในช่วงปลาย พ.ศ. 2568 ต่อเนื่องสู่ พ.ศ. 2569
ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด แม้เริ่มมีข่าวการเจรจาและการหยุดยิง
ขณะเดียวกันภาคใต้ซึ่งเพิ่งเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ก็ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู
หลายพื้นที่ยังมีร่องรอยของน้ำและความเสียหาย
ผู้เขียนจึงนำความรู้สึกจากเหตุการณ์เหล่านี้มาสอดแทรกเป็นฉากหลังทางอารมณ์ของเรื่อง
ช่วงที่กินใจคือคืนส่งท้ายปี 2568 สู่ปี 2569 ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังเฉลิมฉลองปีใหม่
ประเทศไทยกลับเพิ่งผ่านทั้งภัยพิบัติและเสียงปืนตามแนวชายแดน
ภาพคนไทยร่วมกันร้องเพลงชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปีใหม่
จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพัน ความหวัง
และความปรารถนาให้ความสูญเสียยุติลงพร้อมกับปีเก่า