Username:

Password:


  • หน้าแรก
  • ห้องสนทนา
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
เว็บไซต์อารมณ์กลอน เว็บไซต์สำหรับผู้มีกลอนในหัวใจ.. >> บทกลอนไพเราะ >> เรื่องสั้น แนวนิยาย >> ตอนที่ 6 : เสียงปีใหม่กับลมหายใจที่ยังอยู่ : ใต้ฟ้าเดียวกัน
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 6 : เสียงปีใหม่กับลมหายใจที่ยังอยู่ : ใต้ฟ้าเดียวกัน  (อ่าน 3184 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
msp.
หนึ่งวินาทีในหัวใจคน..ไม่เท่า
บรรณารักษ์
*****
<font color=gray><b>ออฟไลน์</b></font> ออฟไลน์

กระทู้: 2060


รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคุณ คือรางวัลอันยิ่งใหญ่

เว็บไซต์

ผู้เริ่มหัวข้อนี้
| |
ตอนที่ 6 : เสียงปีใหม่กับลมหายใจที่ยังอยู่ : ใต้ฟ้าเดียวกัน
« เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2569, 08:57:33 PM »
หน้าแรกหน้าแรก

ตอนที่ 6 : เสียงปีใหม่กับลมหายใจที่ยังอยู่ : ใต้ฟ้าเดียวกัน


เสียงปีใหม่กับลมหายใจที่ยังอยู่
.
.

น้ำลดลงแล้ว

อย่างน้อย..ก็ในแผนที่ข่าว

พีรดารู้ดี บางถนนยังคงมีคราบโคลน บางบ้านยังเปิดหน้าต่างค้างไว้
เหมือนยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อได้หรือไม่ ว่าฟ้าจะไม่ร้องไห้อีก

ศูนย์อพยพชั่วคราวเริ่มเงียบลง ผู้คนทยอยกลับบ้าน
หรือกลับไปดู "ซากของบ้าน" ที่อาจต้องใช้เวลาทั้งปี
กว่าจะเรียกมันว่าบ้านได้อีกครั้ง

คืนนี้ พีรดามาที่นี่คนเดียว ไม่ใช่ในฐานะอาสาสมัคร
ไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่ใครที่มาเพื่องานของตนเอง

เธอมาในฐานะ

คน… คนหนึ่ง

ที่ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้สนิทแค่ไหน

ลมเย็นพัดผ่าน ไม่หนาวเท่าไหร่นัก แต่เย็นพอให้รู้สึกว่า ปีนี้กำลังจะจบลงจริง ๆ

ตรงลานโล่งหน้าเต็นท์บัญชาการ มีไฟสปอตไลต์ตั้งเรียง
เสียงเครื่องปั่นไฟดังสม่ำเสมอ เจ้าหน้าที่บางส่วนยังอยู่เวร
 บางคนยืนพิงรถ บางคนกินข้าวกล่องเงียบ ๆ

ไม่มีใครพูดถึงปีใหม่ แต่ทุกคนรู้ว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว

พีรดายืนอยู่ไม่ไกล
ในมือมีกระดาษโน้ตที่จดคำบางคำไว้จากการทำงาน แต่ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดดู

สายตาเธอทอดไปยังแม่น้ำ ที่ตอนนี้ไหลเอื่อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน มันเคยพัดพาทุกอย่างไปโดยไม่ถามใครสักคำ

"มีอะไรน่าหนักใจเหรอ งานที่รับไว้ หรืองานที่นี่"

เสียงนั้นดังขึ้นด้านข้าง ไม่ไกลนัก เหมือนคนที่รู้ระยะพอดี

พีรดาหันไปช้า ๆ ปภาวินยืนอยู่ข้างเธอ
สายตาเขามองตรงไปยังอีกฟากฝั่งของสายน้ำ เอ่ยถามเหมือนถามเพราะควรถาม

"เปล่าค่ะ คิดเรื่อยเปื่อย"

เธอตอบเสียงเบากว่าที่คิด เขาพยักหน้า ไม่พูดต่อ

เงียบ

เงียบแบบที่ไม่อึดอัด เหมือนทั้งคู่เข้าใจว่าคำพูดไม่จำเป็นเสมอไป

"กินข้าวหรือยัง" เขาพูดเสียงเรียบ

"ยังค่ะ"

ปภาวินยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้ แล้วหันกลับไปที่สายน้ำ

พีรดามองถุงกระดาษในมือเขา เงียบ แล้วเงยหน้ามองเหมือนถาม

เขาหันมามองเธอ นิ่ง ราบเรียบ เพียงครู่

"ข้าวกล่องเหลือ"

เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

พีรดารับมา มือเธอแตะมือเขาเพียงเสี้ยววินาที
ความรู้สึกบางอย่างเล็ก ๆ เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น

"ขอบคุณค่ะ"

เขาพยักหน้าอีกครั้ง เหมือนเดิม

เสียงลมพัดผ่าน เต็นท์ผ้าไหวเบา ๆ เหมือนลมหายใจของที่นี่ยังไม่สม่ำเสมอ

พีรดาถือข้าวกล่องไว้แน่น เหมือนกลัวมันจะหายไป พลางคิดเรื่อยเปื่อย

ปีใหม่ ไหน ๆ ก็เหมือนเดิม..

เพียงตัวเลขของ พ.ศ. เท่านั้นที่เปลี่ยน วังวนของชีวิตก็ยังวนว่ายไปกับโชคชะตา

ทุกวันของพีรดา คือวันธรรมดา

แต่..วันนี้ คืนนี้..มีบางอย่างเคลื่อนไหวในความธรรมดา
จน..อยากใช้คำบางคำที่มากกว่าธรรมดา

"ไม่แย่ใช่ไหม..ที่ไม่ได้ไปฉลองปีใหม่กับ..เอ่อ..แฟนน่ะ"

เขาพูดขัด ๆ สะดุดเล็กน้อย ไม่มองหน้าคนฟัง
คำสุดท้ายของปภาวินเบาลงจนแทบจะเลือนหาย

พีรดากำลังเปิดฝาข้าวกล่อง คำพูดกึ่งถามนั้นทำให้เธอปิดฝาลงอีกครั้ง

พีรดาอ้าปากค้าง ตาโต หน้าร้อนผ่าวนิด ๆ ในใจสะอึกเล็กน้อย

"เปล่านี่คะ.." เสียงเธอสูงเล็กน้อย ส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่..มี ไม่มีค่ะ"

เสียงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ปนเขินอาย

แต่ในใจของพีรดา กลับรู้สึกฉุนเล็กน้อย ที่ปภาวินแอบมาทำสู่รู้

ตาบ้าเอ้ย บ้านก็อยู่สภาพนั้น ชายแดนก็ยังไม่สงบ งานก็ล้นมือ
ยังจะมีกะจิตกะใจที่ไหนไปฉลองปีใหม่..กับแฟน.. มีที่ไหนกันล่ะ


พีรดาปล่อยให้เสียงในหัวบ่นพึมพำไป แต่ก็ไม่วายแอบขำเล็ก ๆ

แล้ว—

เสียงจากที่ไหนสักแห่ง เริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่

คืนนี้ หลายคนตกลงกันว่าจะไม่ร้องเพลงฉลอง
แต่จะร้องเพลงชาติแทน ให้เสียงนั้นส่งไปถึงคนที่ยังอยู่ชายแดน

เสียงเพลงชาติเริ่มดังขึ้น พร้อมกันกับเสียงพลุจากหลายทิศ
จากโทรศัพท์ของใครบางคน จากลำโพงเก่า ๆ หน้าศูนย์
จากรถคันหนึ่งที่จอดนิ่งอยู่ข้างถนน

พีรดาหยุดมือที่กำลังจะเปิดฝาข้าวกล่องอีกครั้ง
มองไปที่พลุลูกที่ใกล้สายตาและสว่างที่สุด

ข้าวในกล่องยังอุ่น แต่มือเธอเย็น

เสียงเพลงชาติท่อนสุดท้ายลอยผ่านอากาศ พร้อมกับเสียงหายใจของคนรอบข้าง
คนที่ไม่รู้ว่าจะต้องเข้มแข็งไปอีกนานแค่ไหน

พีรดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกแตะเบา ๆ ไม่ใช่ด้วยความภูมิใจ
แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้

เธอยืนฟัง โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกลั้นหายใจอยู่

ปภาวินยืนข้าง ๆ นิ่ง ไม่ขยับ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร
แต่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ เพราะเลือกจะอยู่

เสียงเพลงจบลง ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีคำพูด ทุกอย่างกลับไปเคลื่อนไหวเหมือนเดิม

เขาเอ่ยเสียงต่ำ เหมือนถามเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก

"หนาวไหม"

พีรดาส่ายหน้าเบา ๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองสั่นเพราะอะไร

"กินข้าวเยอะหน่อย"

เขาพูดต่อ ยังไม่มอง แต่น้ำเสียงไม่เหมือนเดิม

"หยุดยิงเจ็ดสิบสองชั่วโมง"

ใครบางคนพูดขึ้นจากด้านหลัง

"ดีจริง สาธุ! ลูกเอ๊ย! ลูกชายยายคงได้พักบ้าง"

ยายคนหนึ่งพูดอย่างมีความหวัง แล้วเหมือนเสียงทุกอย่างเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ

พีรดามองลงไปที่ข้าวกล่องซึ่งยังปิดอยู่ ยังไม่ได้แตะสักคำ แต่รู้สึกอิ่มแปลก ๆ

"ปีใหม่ปีนี้.."

เธอพูดขึ้น เหมือนพูดกับตัวเอง

ปภาวินหันมามอง ครั้งแรกตั้งแต่เพลงจบ สายตาคมนั้นสบกับเธอพอดี

"ไม่เหมือนเดิม" เขาพูดแทน

เสียงเบา แต่หนักแน่น เธอยิ้มบาง ๆ พยักหน้า

"ค่ะ"

เขาหันกลับไปมองข้างหน้าเหมือนเดิม
แต่ระยะระหว่างกันใกล้ขึ้นกว่าตอนแรก โดยไม่มีใครขยับ

ลมพัดอีกครั้ง พีรดาขยับตัวเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ปภาวินขยับตาม เงียบ ๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติ

"ถ้ากลับ" เขาพูดขึ้น "ระวังทางด้วยนะ"

ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำห่วงใยโจ่งแจ้ง แค่ประโยคธรรมดา
แต่พีรดารู้สึกเหมือนมีใครสักคนถือไฟฉายไว้ให้เธอ ในทางที่ยังมืด

"ค่ะ"

คืนนี้ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำว่าพรุ่งนี้
มีแค่คนสองคนในปีที่เริ่มใหม่ และชีวิตที่ยังต้องเดินต่อ

พีรดามองท้องฟ้าที่ยังมีดอกไม้ไฟจากที่ไกล ๆ ไม่ชัดมากนัก
ไม่สวยอลังการ แต่จริงแล้ว เธอนึกถึงบ้านที่กำลังซ่อม

นึกถึงงาน นึกถึงคำถามที่ยังไม่ได้ถาม

และคิดถึงคนข้าง ๆ

คนที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เพื่อให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ใต้ฟ้าเดียวกัน

ปีใหม่ อาจไม่ได้เริ่มจากการเฉลิมฉลอง

แต่เริ่มจากการยังยืนอยู่ได้ แม้โลกจะเพิ่งผ่านพายุมา

พีรดาไม่รู้ว่าปีใหม่จะพาอะไรมา แต่เธอเริ่มรู้แล้วว่า
บางคำถามจะไม่ยอมอยู่เงียบ ๆ ถ้าเธอยังต้องเจอเขาอีก



masapaer



เขียนไว้เมื่อปีใหม่ ผ่านมาสี่เดือนเต็ม เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย
ในหนึ่งวันสารพันจะเกิดไม่รู้บ้านเมืองผ่านอะไรมาบ้าง  ไฟป่า พายุฤดูร้อน เรื่องปากเรื่องท้อง

เขียนเข้าเรื่องตามไม่ทันค่ะ เหมือนจะไม่ไหวช่วยต่อให้จบได้นะคะ  




เรื่องสั้นตอนนี้เขียนขึ้นในช่วงปลาย พ.ศ. 2568 ต่อเนื่องสู่ พ.ศ. 2569
ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด แม้เริ่มมีข่าวการเจรจาและการหยุดยิง
 ขณะเดียวกันภาคใต้ซึ่งเพิ่งเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ก็ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู
หลายพื้นที่ยังมีร่องรอยของน้ำและความเสียหาย
ผู้เขียนจึงนำความรู้สึกจากเหตุการณ์เหล่านี้มาสอดแทรกเป็นฉากหลังทางอารมณ์ของเรื่อง

ช่วงที่กินใจคือคืนส่งท้ายปี 2568 สู่ปี 2569 ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังเฉลิมฉลองปีใหม่
 ประเทศไทยกลับเพิ่งผ่านทั้งภัยพิบัติและเสียงปืนตามแนวชายแดน
ภาพคนไทยร่วมกันร้องเพลงชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปีใหม่
จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพัน ความหวัง
และความปรารถนาให้ความสูญเสียยุติลงพร้อมกับปีเก่า
บันทึกการเข้า

❈การเคารพสิทธิในผลงานของสมาชิก❈
รวมทุกสำนวนของ"MASAPAER"
✧สติตัวเดียวก็เอาอยู่✧

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.114 วินาที กับ 24 คำสั่ง
กำลังโหลด...