Username:

Password:


  • หน้าแรก
  • ห้องสนทนา
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
เว็บไซต์อารมณ์กลอน เว็บไซต์สำหรับผู้มีกลอนในหัวใจ.. >> บทกลอนไพเราะ >> เรื่องสั้น แนวนิยาย >> ตอนที่ 7 : รั้ว : พีรดา
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 7 : รั้ว : พีรดา  (อ่าน 58 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
masapaer
หนึ่งวินาทีในหัวใจคน..ไม่เท่า
บรรณารักษ์
*****
<font color=gray><b>ออฟไลน์</b></font> ออฟไลน์

กระทู้: 1900


รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคุณ คือรางวัลอันยิ่งใหญ่

เว็บไซต์

ผู้เริ่มหัวข้อนี้
| |
ตอนที่ 7 : รั้ว : พีรดา
« เมื่อ: 20 ชั่วโมงที่แล้ว »
หน้าแรกหน้าแรก

ตอนที่ 7 : รั้ว : พีรดา




กริ๊ง—

“หนูดา..หนูดา!”
“ค่า! คุณลุง!”

พีรดาลุกรี้ลุกลนตะโกนตอบรับกลับไป
ก่อนรีบวิ่งไปที่รั้วบ้าน

“กลับมานอนที่บ้านแล้วเหรอ”
คุณลุงข้างบ้านยืนอยู่หน้ารั้ว มองเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“ค่ะ กลับมานอนได้สองสามคืนแล้วค่ะ ห้องนอนใช้ได้แล้ว
ส่วนอื่นก็รอช่างมาซ่อมไปเรื่อย ๆ ค่ะ”

“แล้วทำไมเปิดประตูรั้วไว้อย่างนี้” น้ำเสียงของคุณลุงเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ตั้งแต่น้ำท่วมมา พวกโจรขโมยมันเยอะนะ ปิดรั้วไว้ อย่าออกไปไหนมั่ว ๆ เห็นไหมนั่น”

เขาพยักหน้าไปทางถนน พีรดาหันตาม

ถัดจากบ้านเธอไปเพียงสามสี่หลัง มีรถของเจ้าหน้าที่จอดอยู่ริมทาง
คนในหมู่บ้านยืนจับกลุ่มคุยกัน บางคนชะเง้อมองเข้าไปทางบ้านหลังหนึ่งที่ประตูรั้วยังเปิดค้าง
เจ้าหน้าที่สองสามคนกำลังเดินสำรวจบริเวณรอบบ้าน

พี่ปอ — รองสารวัตรหนุ่มที่พีรดาคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะเพื่อนบ้าน — ยืนอยู่ไม่ไกล
วันนี้เขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะเพื่อนบ้านที่ออกมามุงดูเหตุการณ์
เขากำลังคุยกับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคน สีหน้าและท่าทางจริงจังกว่าที่พีรดาคุ้นเคย

พีรดามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

คุณลุงถอนหายใจ “บ้านหมอถัดไปนั่นแหละ โดนงัดเมื่อคืน”

พีรดาชะงัก “ของหายเยอะไหมคะ”

“เห็นว่าเอาไปหลายอย่างเลย” น้ำเสียงของคุณลุงเบาลง
“ช่วงนี้บ้านไหนยังซ่อมไม่เสร็จ คนเข้าออกเยอะ มันก็ยิ่งดูง่ายว่าใครอยู่ ใครไม่อยู่”

พีรดามองกลับมาที่รั้วบ้านตัวเอง ประตูยังเปิดอยู่จริง ๆ
เธอเพิ่งวิ่งเข้าออกทั้งเช้าจนลืมไปเสียสนิท

แว๊บหนึ่งเธอก็นึกถึงศพใกล้บ้านเธอเมื่อหลายเดือนก่อนอีกครั้ง

“ลุงเห็นไฟบ้านดาเปิดดึกด้วยนะเมื่อคืน”

พีรดายิ้มแหย ๆ “ทำงานค่ะ ดาอยู่ดึกบางครั้ง”

“ก็ยิ่งต้องระวัง อยู่คนเดียวด้วย” เขาหันไปมองทางบ้านหมออีกครั้ง
“ตอนน้ำท่วม คนก็เดือดร้อนกันมากพออยู่แล้ว พอน้ำลด กลับต้องมาระวังคนด้วยกันเองอีก”

ประโยคนั้นทำให้พีรดาเงียบไปนิดหนึ่ง

น้ำลด — บ้านเสียหายก็ซ่อมได้ ของพังก็ซื้อใหม่ได้

แต่บางอย่าง
ดูเหมือนจะไม่ได้ซ่อมง่ายเท่าผนังหรือประตู

“มีอะไรก็เรียกลุงนะ” คุณลุงพูด “ปิดรั้วไว้ก่อน ดีที่สุด”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณลุง”

พีรดาเดินไปดึงประตูรั้วเข้าหากัน เสียงเหล็กกระทบกันดังเบา ๆ
ก่อนเธอจะคล้องกลอน คราวนี้แน่นกว่าทุกวัน

เธอยืนมองถนนอีกครั้ง รถเจ้าหน้าที่ยังจอดอยู่
พี่ปอยังคุยกับใครบางคนหน้าบ้านหมอ
คนในหมู่บ้านยังจับกลุ่มพูดคุยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม

พีรดาหันกลับเข้าบ้าน โดยไม่รู้เลยว่า

วันนี้คำว่า “รั้ว”
จะไม่ได้มีความหมายแค่สิ่งที่กั้นระหว่างบ้านของเธอกับถนนข้างนอกอีกต่อไป

พีรดาเดินกลับเข้าบ้าน เสียงพูดคุยจากหน้าบ้านหมอค่อย ๆ เบาลงตามระยะทาง
เธอเดินผ่านผนังที่ยังมีรอยน้ำ ผ่านกล่องข้าวของที่ยังจัดไม่เสร็จ
ก่อนกลับไปยังมุมทำงานของตัวเอง

บ้านไม่ได้แย่นักหลังจากน้ำท่วมคราวก่อนลดลง
ส่วนเสียหายก็ไม่ได้มากจนกลับเข้าอยู่ไม่ได้
ห้องนอนใช้ได้ ห้องน้ำใช้ได้ ไฟฟ้าไม่มีปัญหา
เพียงแต่หลายส่วนของบ้านยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็นว่าน้ำเคยมาถึงตรงนี้

ผนังบางด้านยังมีคราบ สีบางส่วนพอง วงกบประตูด้านหลังบวมจนปิดไม่สนิท
กล่องหนังสือหลายใบที่เคยยกหนีน้ำยังวางกองอยู่ในมุมหนึ่ง

พีรดาจึงตัดสินใจกลับมานอนที่บ้าน อยู่ไป ซ่อมไป
อย่างน้อยก็ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา

และบางที
การได้เห็นบ้านค่อย ๆ กลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง
ก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้มันยืนรอเธออยู่เพียงลำพัง

พีรดานั่งลงที่โต๊ะ เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่พักค้างไว้

เรื่องบ้านหมอถูกขโมยยังติดอยู่ในความคิด

“ตอนน้ำท่วม คนก็เดือดร้อนกันมากพออยู่แล้ว พอน้ำลด กลับต้องมาระวังคนด้วยกันเองอีก”

คำพูดของคุณลุงยังวนอยู่ในหัว
ความรู้สึกไม่ปลอดภัยเล็ก ๆ ที่แทรกเข้ามาในหมู่บ้านยังไม่ทันจางหาย

เมื่อหน้าจอสว่างขึ้น
เธอก็พบว่าโลกทั้งใบกำลังเผชิญความรู้สึกไม่ปลอดภัยในขนาดที่ใหญ่กว่านั้นมาก

ข่าวหนึ่งยังเปิดค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน

พีรดามองตัวเลขในข่าวอีกครั้ง

เก้าศพในโรงเรียน
นักเรียนบาดเจ็บมากกว่ายี่สิบคน

และก่อนหน้านั้น
ปู่กับย่าอีกสองชีวิต ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน
ก่อนเด็กนักเรียนมัธยมคนนั้นจะออกจากบ้านพร้อมอาวุธ
แล้วเดินทางไปโรงเรียน

รวมทั้งวัน — สิบเอ็ดชีวิตที่ไม่ได้กลับบ้าน

หลังจากนั้น เสียงปืนดังขึ้นในสถานที่ซึ่งในเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง
ควรมีเพียงเสียงกริ่งเข้าเรียน...
เสียงครูเรียกชื่อ เสียงเด็กหัวเราะ เสียงเก้าอี้ลากไปกับพื้นห้อง
และเสียงบ่นว่าวันนี้มีการบ้านอีกแล้วหรือ

แต่เช้าวันนั้น
เสียงเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงปืน

เก้าคนที่โรงเรียนไม่ได้กลับบ้าน
มากกว่ายี่สิบคนถูกนำส่งโรงพยาบาล
เด็กผู้ก่อเหตุจบชีวิตตัวเอง

เรื่องควรจบตรงนั้นหรือไม่

ไม่

สำหรับคนตาย มันจบแล้ว
แต่สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น

ข่าวแพร่ไปทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ชื่อของโรงเรียนถูกพูดซ้ำ
ภาพรถพยาบาล รถตำรวจ ผู้ปกครองที่ร้องไห้ นักเรียนที่วิ่งออกมาจากอาคาร
รองเท้านักเรียนที่หลุดอยู่กลางทางเดิน กระเป๋าใบหนึ่งตกอยู่ข้างบันได
ถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนพระอาทิตย์ตก

คำถามแรกเริ่มเกิดขึ้น

ทำไมเด็กคนนี้ถึงทำแบบนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน คำตอบนับร้อยนับพันก็หลั่งไหลออกมา

เขาอาจถูกบูลลี่ เขาอาจมีปัญหากับครอบครัว โรงเรียนดูแลเด็กอย่างไร
ครูไม่สังเกตเห็นเลยหรือ เพื่อนทำอะไรเขาหรือเปล่า ระบบการศึกษากดดันเกินไปไหม
สังคมทำอะไรกับเด็กคนหนึ่งจนเด็กกลายเป็นแบบนี้

นักจิตวิทยา นักอาชญาวิทยา นักการศึกษา ครู ผู้ปกครอง นักข่าว
ต่างออกมาพูดถึงเหตุการณ์จากมุมที่ตัวเองมองเห็น

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ย่อมทำให้สังคมต้องการคำตอบว่า

ทำไม

แต่หลังจากนั้นไม่นาน คำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ ข้อสันนิษฐานจากคนทั่วไป
และความคิดเห็นของครีเอเตอร์บนโลกออนไลน์ก็เริ่มไหลปะปนกันอยู่บนหน้าจอ

บางคนพูดถึงความเครียดสะสม บางคนพูดถึงครอบครัว บางคนพูดถึงการเข้าถึงอาวุธ
บางคนพูดถึงพฤติกรรมที่อาจเป็นสัญญาณเตือน บางคนพูดถึงการเลียนแบบความรุนแรง

และบางคน
เพียงเห็นว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็กนักเรียน เห็นข้อความไม่กี่ข้อความ ได้ยินเรื่องราวบางส่วน
ก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวแทนเจ้าตัวเสียแล้วว่า

เขาคงถูกบูลลี่
เขาคงถูกกดดันมานาน
โรงเรียนคงไม่เคยช่วย
เพื่อนคงทำอะไรเขาก่อน

คำว่า “คง” ถูกพูดซ้ำไปซ้ำมา
จนเมื่อถูกแชร์มากพอ มันเริ่มมีหน้าตาคล้ายว่า “จริง”

พีรดาอ่านแล้วรู้สึกหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะเธอเชื่อว่าเด็กคนนั้นไม่เคยถูกบูลลี่

เธอไม่รู้

และนั่นต่างหากคือประเด็น

ยังไม่มีใครรู้
การถูกบูลลี่ ความกดดัน ปัญหาครอบครัว — อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยทั้งนั้น
ความโกรธสะสม การหมกมุ่นกับความรุนแรง การเข้าถึงอาวุธ ประสบการณ์ชีวิต
หรือปัจจัยอื่นที่ยังไม่มีใครรู้ ก็อาจเกี่ยวข้องได้ทั้งนั้น

พฤติกรรมของมนุษย์คนหนึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นจากสาเหตุเพียงประโยคเดียว
แต่บนโลกออนไลน์ ประโยคสั้น ๆ กลับเดินทางเร็วกว่าความจริงเสมอ
ยิ่งเป็นประโยคที่กระแทกอารมณ์ ยิ่งมีคนกดถูกใจ ยิ่งมีคนแชร์ ยิ่งมีคนเล่าต่อ

จากข้อสันนิษฐานของคนหนึ่ง กลายเป็นเรื่องเล่าของคนร้อยคน
แล้วจากเรื่องเล่าของคนร้อยคน ไม่นานนักมันก็อาจกลายเป็นประวัติชีวิตของเด็กคนหนึ่ง
ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจยังเดินมาไม่ถึงตรงนั้นด้วยซ้ำ

พีรดาไม่ได้รังเกียจการตั้งคำถาม ตรงกันข้าม เธอคิดว่าสังคมจำเป็นต้องถาม

แต่การตั้งคำถามว่า “เขาถูกบูลลี่หรือไม่” กับการประกาศว่า “เขาทำเพราะถูกบูลลี่”

เป็นคนละเรื่องกัน

อย่างแรกคือการค้นหาสาเหตุ
อย่างหลัง คือการสร้างสาเหตุขึ้นมาเอง ก่อนข้อเท็จจริงจะเดินมาถึง

และที่ทำให้พีรดาหนักใจกว่านั้น คือทุกครั้งที่เรื่องเล่าเช่นนี้ถูกส่งต่อ
เด็กอีกคนหนึ่งกำลังอ่านมันอยู่

เด็กที่กำลังถูกแกล้งจริง ๆ
เด็กที่กำลังโกรธจริง ๆ
เด็กที่กำลังรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจตัวเองจริง ๆ

หากสังคมพูดซ้ำ ๆ ว่า เขาฆ่าคนเพราะเขาถูกบูลลี่
โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นความจริงหรือไม่

เรากำลังสอนอะไรให้เด็กคนนั้นโดยไม่รู้ตัว

กำลังสอนให้เขาขอความช่วยเหลือ หรือกำลังค่อย ๆ สร้างความเชื่อว่า
เมื่อความเจ็บปวดสะสมมากพอ ความรุนแรงก็เป็นปลายทางที่คนอื่นจะเข้าใจได้

พีรดาไม่ต้องการอย่างหลัง

อย่างเด็ดขาด

เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะกลับมายังหน้าจอ

บ้านรอบตัวเธอยังมีกลิ่นความชื้นหลงเหลือจากน้ำท่วม
ผนังด้านหนึ่งมีรอยระดับน้ำเป็นทางยาว
บ้านกำลังรอการซ่อม เหมือนอะไรอีกหลายอย่างที่ยังซ่อมไม่เสร็จหลังน้ำลด

บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เคอร์เซอร์กะพริบอยู่บนหน้ากระดาษว่าง

พีรดาวางนิ้วบนแป้นพิมพ์ แล้วพิมพ์ประโยคแรก

“การถูกกดดันอาจทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมคนคนหนึ่งจึงโกรธหรือเจ็บปวด
แต่ไม่ว่าเขาจะเจ็บปวดเพียงใด ความเจ็บปวดนั้นก็ไม่ควรกลายเป็นสิทธิ์
ที่จะไปทำลายชีวิตของคนอื่น”

เธอหยุด

อ่านอีกครั้ง

แล้วเขียนต่อ

เธอไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการบูลลี่ ตรงกันข้าม
พีรดารู้ดีว่าการกลั่นแกล้งสามารถทำลายคนได้มากเพียงใด

เด็กคนหนึ่งอาจถูกหัวเราะเยาะทุกวัน ถูกกันออกจากกลุ่ม ถูกเรียกด้วยชื่อที่ตัวเองเกลียด
ถูกทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่ยืน ถูกประจาน ถูกลดคุณค่า
หรือถูกทำร้ายซ้ำ ๆ จนความเจ็บนั้นติดตามกลับไปถึงบ้าน

เรื่องเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข คนทำต้องรับผิดชอบ ครูต้องไม่เพิกเฉย
โรงเรียนต้องมีระบบช่วยเหลือ ครอบครัวต้องฟัง
สังคมต้องหยุดทำให้คำว่า “เด็กแกล้งกัน” กลายเป็นคำเล็ก ๆ
สำหรับความเจ็บปวดที่อาจใหญ่โตในชีวิตใครบางคน

แต่ — พีรดาหยุดนิ้วอีกครั้ง ก่อนพิมพ์

“การคิดและยอมรับว่าเขาเป็นเหยื่อ ก็ไม่ได้หมายความว่ายอมรับให้..
วันหนึ่ง เขาจะเป็นฝ่ายทำร้ายคนอื่นได้เช่นกัน”

เธอมองประโยคนั้นนานกว่าประโยคอื่น

คนเราสามารถเป็นผู้ถูกกระทำในวันหนึ่ง และเป็นผู้กระทำในอีกวันหนึ่งได้

ความจริงสองอย่างไม่จำเป็นต้องลบล้างฆ่ากันเอง

หากเด็กคนหนึ่งถูกบูลลี่ เราควรช่วยเขา
หากเขาถูกทำร้าย เราควรปกป้องเขา
หากระบบผิดพลาด เราควรแก้ระบบ

แต่เมื่อเขาหยิบอาวุธขึ้นมา เล็งไปยังมนุษย์อีกคน และเหนี่ยวไก

ก็อย่าลืม คนที่ยืนอยู่ปลายกระบอกปืนก็มีชีวิตของเขาเหมือนกัน

มีพ่อ มีแม่ มีคนรอกลับบ้าน มีความฝัน มีวันพรุ่งนี้ที่วางเอาไว้แล้ว

แต่วันพรุ่งนี้ของพวกเขาเหล่านั้นกลับหายไป ด้วยการตัดสินใจของคนคนเดียว

พีรดาไม่ต้องการให้สังคมหยุดตั้งคำถามว่าผู้ก่อเหตุผ่านอะไรมาบ้าง
เธอต้องการเพียงให้ตั้งอีกคำถามกลับ

แล้วคนตายทำอะไรผิด

นักเรียนที่ถูกยิง สมควรตายหรือ
ครูที่อยู่ในโรงเรียน สมควรตายหรือ
คนที่บังเอิญอยู่ตรงนั้น สมควรถูกยิงหรือ

แม้แต่คนที่เคยพูดไม่ดีกับผู้ก่อเหตุ หากมีจริง ความผิดนั้นมีโทษถึงตายตั้งแต่เมื่อใด
และใครให้อำนาจมนุษย์คนหนึ่งเป็นทั้งผู้กล่าวหา ผู้พิพากษา และเพชฌฆาต

พีรดาพิมพ์ไปเรื่อย ๆ ยิ่งเขียน สีหน้าก็ยิ่งนิ่ง

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเธอ ไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจ

มนุษย์ควรมีมัน

แต่ความเห็นอกเห็นใจที่ไม่มีขอบเขต อาจกลายเป็นสิ่งอันตราย
หากมันค่อย ๆ ลบความรับผิดชอบออกจากผู้กระทำ
แล้วโยนความผิดไปให้ทุกคนรอบตัวแทน

ครูผิด เพื่อนผิด พ่อแม่ผิด โรงเรียนผิด สังคมผิด ระบบผิด โลกผิด

จนท้ายที่สุด

คนเดียวที่แทบไม่เหลือความผิด กลับกลายเป็นคนที่ถือปืน

พีรดามองหน้าจอ แล้วพิมพ์ช้า ๆ

“ระวังให้ดีว่า ในการที่บางคนพยายามอธิบายว่าเหตุใดปีศาจจึงถือกำเนิดขึ้น
เราอาจกำลังสร้างปีศาจตัวต่อไป ด้วยการสอนว่า
หากเธอเจ็บปวดมากพอ โลกจะเข้าใจเมื่อเธอทำร้ายคนอื่น”

เธอไม่ได้ใช้คำว่า “ปีศาจ” เพื่อเรียกเด็กคนนั้น แต่กำลังพูดถึงความคิด

ความคิดที่ว่า ความเจ็บปวดของเราทำให้ชีวิตของคนอื่นมีราคาน้อยลง
ความคิดที่ว่า ถ้าถูกกระทำมากพอ วันหนึ่งเราจะมีสิทธิเอาคืนใครก็ได้
ความคิดที่ว่า คนที่เจ็บมากที่สุด มีสิทธิทำร้ายได้มากที่สุด

ถ้าสังคมส่งต่อความคิดนั้นโดยไม่รู้ตัว

นั่นต่างหากที่น่ากลัว

พีรดากดเผยแพร่บทความตอนเกือบเที่ยงคืน

แล้วโลกก็เข้ามาหาเธอทันที

“ถึงเป็นเด็กก็ควรได้รับโทษเหมือนผู้ใหญ่”
“เด็กนรกจริง ๆ จะให้เห็นใจอะไรกัน ชอบความรุนแรงเป็นทุนเดิมชัด ๆ”
“คุณเขียนให้ร้ายเด็กมากไปหรือเปล่า ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอก”

และอีกด้านนั้น —

“คนเขียนไม่มีความเห็นอกเห็นใจเด็กเลย”
“เคยถูกบูลลี่หรือเปล่าถึงกล้าพูด”
“ถ้าโรงเรียนดูแลดีจะเกิดเรื่องไหม”
“ครูเคยสนใจเด็กจริงหรือ”
“พูดง่ายเพราะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์”
“ลองเป็นเด็กคนนั้นดูบ้าง”
“สังคมสร้างเขามาแล้วมาด่าเขาทีหลัง”
“คนเขียนใจร้ายเกินไป”

พีรดาอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน

เธอตอบบางความคิดเห็น ไม่ตอบบางความคิดเห็น

เธออธิบายว่า การป้องกันการบูลลี่ กับการไม่ยอมรับการฆ่า

เราป้องกันการบูลลี่ได้ โดยไม่ต้องยอมรับการฆ่า

เธออธิบายว่า การศึกษาปัจจัยของผู้ก่อเหตุมีประโยชน์ต่อการป้องกันเหตุในอนาคต
แต่การศึกษาปัจจัยไม่ใช่การย้ายความรับผิดชอบทั้งหมดออกจากผู้ลงมือ

เธอพยายามอธิบาย จนกระทั่งเริ่มรู้ว่าบางคนไม่ได้เข้ามาอ่านเพื่อเข้าใจ

พวกเขาเข้ามาเพื่อระเบิดอารมณ์กับข้อความเห็นต่าง

พีรดาปิดคอมพิวเตอร์ตอนตีสอง

โทรศัพท์ยังสว่างอยู่เรื่อย ๆ เธอเอื้อมมือไปจะคว่ำมันลง แต่หยุดกลางคัน

ตัวเลขเก้าศพยังลอยอยู่ในหัว ห้องเรียนที่ว่างเปล่า เก้าอี้บางตัวไม่มีเจ้าของอีกแล้ว

แล้วความคิดหนึ่งก็แทรกเข้ามา โดยไม่ทันได้เตรียมใจ

ลลิน

เพื่อนของเธอ คนที่ยังยืนอยู่หน้าห้องเรียนทุกวัน

พีรดาเองก็เคยยืนอยู่ตรงนั้น ที่เดียวกับลลิน โรงเรียนเดียวกัน ก่อนจะลาออก

เธอนึกถึงห้องเรียนของตัวเองสมัยนั้น โต๊ะแถวหน้า กระดานที่ยังลบไม่หมด
เสียงเด็กบ่นเรื่องการบ้าน เหมือนกับที่ข่าวบรรยายไว้

ถ้าเป็นโรงเรียนของเธอ ถ้าเป็นห้องของลลิน
ถ้าเช้าวันหนึ่งเสียงกริ่งเข้าเรียนธรรมดาถูกแทนที่ด้วยเสียงปืน

ลลินจะทำอย่างไร

จะยังยืนอยู่ตรงนั้นได้ไหม จะพาเด็กหนีทัน หรือจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เดินออกมา

พีรดาไม่อยากคิดต่อ แต่หยุดคิดไม่ได้

เพราะลลินไม่ใช่ตัวละครในข่าว

ลลินคือเพื่อน คนที่เคยกินข้าวโต๊ะเดียวกันในห้องพักครู
คนที่เคยโทรมาบ่นเรื่องเด็กซนจนดึกดื่น
คนที่ยังอยู่ในโลกที่ทุกเช้าอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร

หน้าจอสว่างขึ้นอีกครั้ง

ข้อความจากลลิน

“อ่านข่าวหรือยัง”

พีรดามองข้อความอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับ

“อ่านอยู่”

ไม่ทันไร ข้อความถัดมาก็ขึ้นมา

“ยังไม่นอนอีกเหรอแก”

พีรดาพิมพ์ช้า ๆ

“เหมือนกันแหละ”

สองสามวินาทีถัดมา โทรศัพท์สั่นขึ้น สายเรียกเข้าจากลลิน
พีรดารับสายแทบจะทันที

“ฮัลโหลพี”

“อ่านข่าวอยู่ ไหวไหมแก”

“ก็...” พีรดาตอบไม่ค่อยถูก “ไม่ค่อยไหว”

เงียบไปครู่หนึ่ง ลลินถอนหายใจในสาย

“ฉันก็นั่งอ่านอยู่นี่แหละ วันนี้ในกลุ่มไลน์ครูส่งข่าวกันให้ระวังตัวทั้งวัน”

“ระวังตัว...ยังไง”

“ก็ระวังกันไปตามเรื่อง ไม่มีใครรู้หรอกว่าต้องระวังยังไงจริง ๆ” น้ำเสียงลลินเบาลง
“แต่ก็ต้องไปโรงเรียนตามปกติแหละ ต้องทำ”

พีรดากำมือโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย “ระวังตัวด้วยนะ”

“อือ รู้” ลลินหัวเราะเบา ๆ แต่ก็พูดขึ้นว่า “ฉันไปโรงเรียน ไม่ได้ไปรบที่ประสาทตาควาย”

ทั้งคู่ขำเบา ๆ ทำให้บรรยากาศคลายลง

“พรุ่งนี้หยุดขอไปหาแกได้ไหม อยากออกจากบ้านไปไหนสักที่ที่ไม่ใช่โรงเรียนกับข่าว”

“ได้สิ มาเลย”

“เช้าเลยนะ จะได้อยู่กันนานหน่อย”

“ได้ เดี๋ยวซื้อของกินรอ”

ลลินหัวเราะอีกครั้ง เสียงหัวเราะเล็ก ๆ นั้นทำให้พีรดารู้สึกว่า

อย่างน้อยคืนนี้ยังมีคนหนึ่งที่ปลอดภัยอยู่ตรงหน้า

วางสายแล้ว

พีรดายังนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปตรวจประตูหน้าต่าง เดินตรวจประตูหน้าต่าง ก่อนปิดไฟ

แล้วหยุดอยู่ตรงประตูรั้ว นึกถึงคำเตือนของคุณลุงเมื่อเช้า

อยู่คนเดียวก็ปิดรั้วก็ดีนะ

พีรดาลองโยกประตูดูอีกครั้ง จนแน่ใจว่าลงกลอนแล้ว จึงกลับเข้าบ้าน

คืนนี้เป็นอีกคืนที่เธอนอนอยู่ท่ามกลางบ้านซึ่งยังซ่อมไม่เสร็จ
เสียงบ้านตอนกลางคืนไม่เหมือนเดิมหลังน้ำท่วม
บางมุมเงียบ บางมุมมีกลิ่นชื้น แต่ก็ยังเป็นบ้าน

พีรดาล้มตัวลงนอน โทรศัพท์ยังสว่างขึ้นอีกครั้งบนโต๊ะข้างเตียง

เธอมองมัน

แต่ไม่หยิบขึ้นมา

พรุ่งนี้นะ...อะไร ๆ ..ก็พรุ่งนี้ ถ้าฉันยังมีพรุ่งนี้





หมายเหตุจากผู้เขียน
เรื่องราวนี้ถือกำเนิดจากเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของสังคม
แต่เมื่อถูกนำมาเล่าผ่านโลกของพีรดา เหตุการณ์ ตัวละคร
 และตัวเลขต่าง ๆ ได้ถูกสร้างและปรับขึ้นใหม่เพื่อการเล่าเรื่อง
จึงไม่ใช่บันทึกข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเชิงสถิติของเหตุการณ์จริง




ก็ว่าไม่น่ามีเรื่องให้เขียนต่อ อย่างที่บอกไม่มีโครงสร้างมาแต่แรก กระท่อนกระแท่นขัดตา
การจัดหน้าแบบผสม ตัดบรรทัดสั้นหลอกสายตาให้อ่านเร็ว เผื่อมือถือค่ะ
 

บันทึกการเข้า

~รวมทุกสำนวนของ"masapaer"ค่ะ~

~สติตัวเดียวก็เอาอยู่~

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.127 วินาที กับ 24 คำสั่ง
กำลังโหลด...