Username:

Password:


  • หน้าแรก
  • ห้องสนทนา
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
เว็บไซต์อารมณ์กลอน เว็บไซต์สำหรับผู้มีกลอนในหัวใจ.. >> บทกลอนไพเราะ >> กลอนอวยพร >> …”ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา“…
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: …”ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา“…  (อ่าน 21 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
โซ...เซอะเซอ
นักกลอนระดับเพชรยอดมงกุฎ
********
<font color=gray><b>ออฟไลน์</b></font> ออฟไลน์

กระทู้: 4163



สมาชิกดีเด่นประจำเดือนนี้..

แฟน




ผู้เริ่มหัวข้อนี้
| |
…”ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา“…
« เมื่อ: 5 ชั่วโมงที่แล้ว »
หน้าแรกหน้าแรก

…”ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา“…


…”ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา“…

     แด่ครูผู้สั่งสอนตน จนเติบใหญ่
     วิทยาศาสตร์ พลานามัย ไทยศึกษา
     โดยด่ำดื่มซึมซับ นับคณา
     เป็นวิชาหาเลี้ยงชีพ สำหรับตน
 
     แด่ครูผู้ร้อยเรียง เสียงเสนาะ
     แผ่พิเราะฟุ้งไป ไกลเกลื่อนกล่น
     ครั้นสดับเสียงกวี เหมือนมีมนต์
     บันดาลดลให้พากเพียร ใฝ่เรียนรู้

     แด่ครูผู้หล่อหลอม จิตวิญญาณ
     ขุดลับล้วงดวงมาน ลึกสุดกู่
     ให้เบิ่งมองของจริง หยุดนิ่งดู-
     รูปแห่งปรมาณู เรียนรู้ธรรม

     ขอก้มกราบ น้อมนึก รำลึกพระคุณ
     ในการุณย์จุนเจือ เอื้อเช้าค่ำ
     ได้เรียนจบได้ทำงาน ผ่านมืดดำ
     ตราบแย้มยล ประพนธ์คำ ลำนำชีวิต


    

“…รู้ไหม ใครคือผู้แต่งคำไหว้ครู
“ข้าขอประณตน้อม สักการ บูรพคณาจารย์....”


สำหรับนักเรียนทุกคน แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักคำไหว้ครูบทนี้
เพราะท่องจำขึ้นใจ และเปล่งเสียงพร้อมกันในพิธีไหว้ครูทุกๆ
ปีในโรงเรียนแม้โตๆ จบการศึกษากันไปนานแสนนานแล้ว
หลายคนก็ยังท่องจำกันได้ดีเลยทีเดียว
แต่รู้ไหมว่าใครคือผู้แต่ง ? เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อไหร่ ?
และที่โรงเรียนไหนเป็นแห่งแรก??
.
ประเพณีไหว้ครูแบบที่แพร่หลายตามโรงเรียนต่างๆ
ในปัจจุบันนั้น เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกที่
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเมื่อปี 2482
โดย ฯพณฯ ศ. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล
ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ได้ริเริ่มเพื่อฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นส่วนคำไหว้ครูแต่เดิมนั้นประพันธ์โดย
เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล)
บิดาของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล นั่นเอง
.
ต่อมาในปี 2485 นายประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ
(ตอนนั้นจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ)
เห็นว่าคำไหว้ครูเดิมนั้นยาวเกินไปและไม่ทันสมัย
จึงขอให้หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล หาผู้แต่งขึ้นใหม่
(หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งในขณะนั้น
เป็นทั้งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมสามัญศึกษา
และผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา)
ครั้งแรกท่านได้ให้อาจารย์ภาษาไทยในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแต่ง
แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ
จึงวานให้ภริยา ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ช่วยแต่ง
.
ผลคือคำไหว้ครูที่ท่านผู้หญิงแต่งเป็นที่พอใจของรัฐมนตรีช่วย
แต่รัฐมนตรีไม่ทราบว่าใครแต่ง
เพราะท่านผู้หญิงสั่งสามีว่าไม่ให้บอกว่าใครแต่ง
ประยูร ภมรมนตรี จึงได้แต่บันทึกขอบคุณไว้ว่า
“คำไหว้ครูนี้ใช้ได้ดี ขอขอบคุณผู้แต่งซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใด"
.
ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล เล่าไว้ว่าการแต่งคำไหว้ครูนี้
เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเธอ “
พอฉันประสาทดีพอแต่งหนังสือได้เสียครั้งหนึ่งแล้ว
สติสัมปชัญญะก็เริ่มจะกลับมาใหม่
ฉันแปลบทมหาอุปรากรเรื่อง เฟ้าสต์
เป็นคำประพันธ์เรื่องแรกภายหลังการป่วยหนัก  
ต่อจากนั้นก็แปลเรื่อง มาดาม บัตเตอร์ฟลาย
รัตนาวลี และอื่นๆ ติดต่อกันไปหลายเรื่อง
เพราะฉันชอบการเขียนหนังสือ เคยมีหนังสือพิมพ์รายวัน
วิจารณ์หนังสือของฉัน ซึ่งไม่ได้นำออกขายว่า
ฉันเป็นเพชรเม็ดหนึ่งในวงการประพันธ์
แต่เป็นผู้ที่ไม่ต้องห่วงหม้อข้าว
จึงไม่มีการขายหนังสือของฉันในตลาดหนังสือ”
(จากหนังสือ “เรื่องของคนห้าแผ่นดิน”)
.
คำไหว้ครูต้นฉบับที่ท่านผู้หญิงดุษฏีมาลา
Kประพันธ์ไว้ในปี 2485
และเริ่มใช้ครั้งแรกในพิธีไหว้ครู
ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาประจำปีนั้น คือ
.
“ข้าขอประณตน้อม สักการ บูรพคณาจารย์
ผู้กอปร์เกิดประโยชน์ศึกษา
ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าในกาลปัจจุบัน
ข้าขอเคารพ อภิวันทน์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา
ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี
ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี
แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ”
.
ในหนังสือ “หกสิบปี ต.อ. 14” นิรมล ตีรณสาร สวัสดิบุตร
ศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่น 14
ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้คำไหว้ครูในระยะหลังๆ
Lที่ผิดไปจากบทดั้งเดิมว่ามีอยู่สี่จุด
.
1. ข้า  หมายถึงสรรพนามบุรุษที่ 1 ไม่ใช่ ข้าฯ
ซึ่งเป็นคำย่อจาก ข้าพเจ้า
2. กอปร์ หมายถึง ประกอบ ไม่ใช่ ก่อ
หมายถึงครูเป็นผู้ประกอบกิจการที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษา
ส่วน ก่อ นั้นแปลว่า ทำให้เกิด  
3. อภิวันทน์ มาจาก อภิ = ยิ่ง  
Lวันทน = การไหว้ การเคารพ
รวมคือ การไหว้อย่างนอบน้อมยิ่ง  
ขณะที่ในพจนานุกรมมีคำว่า อภิวันท์ แปลว่า กราบไหว้ เฉยๆ
4. ประโยชน์ทวี แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ  
ไม่ใช่ ประโยชน์แก่ข้าฯ และประเทศไทยเทอญ
ที่ใช้ผิดกันอยู่หลายโรงเรียน  ซึ่ง “ชาติ”
ให้ความหมายถึงประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ
หมายถึงส่วนร่วม จึงมีความหมายดีกว่า ข้าฯ ที่เน้นประโยชน์ตนเอง
.
ใกล้เปิดเทอม และโรงเรียนกำลังจะเปิดการสอน
หลังวิกฤตโควิด-19ถือโอกาสน้อมรำลึกบุญคุณครูทุกท่านครับ…”

[ เรียบเรียง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
อ้างอิง : หนังสือ “หกสิบปี ต.อ. 14  ชีวิตนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เมื่อกว่า 60 ปี” จัดพิมพ์โดย ชมรม ต.อ. 14 พ.ศ. 2556
บรรณาธิการ : รองศาสตราจารย์นิรมล ตีรณสาร สวัสดิบุตร ]

Soul Searcher
Inspired to write 16/1/2026



บันทึกการเข้า

~รวมทุกสำนวนของ"โซ...เซอะเซอ"ครับ~

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.062 วินาที กับ 21 คำสั่ง
กำลังโหลด...